Blockchain Mini Story

เรื่องเล่าย่นย่อของ บล็อกเชน

Blockchain Mini Story

…. การมาถึงของ บล็อกเชน กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกอีกครั้ง เหมือนที่อินเทอร์เนตได้ทำไว้ …

คนในรุ่นของผมที่เรียกว่าเจนเนอเรชันเอกซ์หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๘ – ๒๕๒๓ จัดว่าเป็นคนยุคก่อนอินเทอร์เนต การติดต่อสื่อสารด้วยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เนตนั้น ผมรู้จักเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ขณะที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก

จากวันนั้นถึงวันนี้ จากจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงอินเทอร์เนตของสรรพสิ่ง อินเทอร์เนตได้พลิกโฉมหน้าของโลกอย่างสิ้นเชิง ไม่เฉพาะการติดต่อสื่อสารที่ย่นระยะเวลาจากวันเป็นวินาที แต่เปลี่ยนการดำเนินชีวิตของเราไปตลอดกาล คนรุ่นผมคงลืมไปแล้วว่าเมื่อก่อนเราเคยอยู่ในจุดที่ไม่คิดว่าจะต้องรู้ความเคลื่อนไหวของใครสักคนตลอดเวลา

อินเทอร์เนตอำนวยความสะดวก ให้ความรวดเร็ว แต่ไม่ได้อำนวยความปลอดภัย ประเด็นเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ท้าทายอินเทอร์เนตมาโดยตลอด ตัวตนบนอินเทอร์เนตคือมายา ทำให้ทุกวันนี้เรายังต้องใช้บริการตัวกลางหรือบุคคลที่สามที่ชื่อธนาคาร เป็นคนยืนยันตัวตนของอีกฝ่ายในการทำธุรกรรมเช่นการโอนเงิน

เรื่องระหว่างคนสองคนเช่นโอนเงินกลับต้องมีบุคคลที่สาม เงินถูกควบคุมโดยองค์กรเช่นธนาคารกลาง แถมเราต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างกันให้ธนาคารด้วย ทำไมต้องเป็นแบบนั้น คำถามทำนองนี้คงอยู่ในใจของ ซาโตชิ นากาโมโต และใครอีกหลายๆ คน และแล้วในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ซาโตชิได้นำเสนอสิ่งใหม่ที่เรียกว่า บิตคอยน์ (White Paper – Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System)

บิตคอยน์เป็นสกุลเงินดิจิทัล เป็นเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้ารหัสไว้ ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นเจ้าของ และไม่ได้ถูกควบคุมโดยใครหรือองค์กรใดๆ เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังของบิตคอยน์คือ บล็อกเชนและคริปโตกราฟี (กระบวนการเข้ารหัสทางคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ข้อมูล) ด้วยเหตุนี้จึงเรียกเงินดิจิทัลต่างๆ ว่า คริปโตเคอเรนซี

หน้าตาของบิตคอยน์จึงจินตนาการถึงยากสักหน่อย มันเป็นชุดของข้อมูลและตัวเลขจำนวนมาก

สิ่งที่ทำให้บิตคอยน์แตกต่างจากเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และทำให้บิตคอยน์โดดเด่นจนอาจจะพลิกโฉมระบบการเงินของโลกได้คือเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังที่ชื่อ บล็อกเชน

การใช้งานบิตคอยน์นั้นอยู่ภายใต้การขับเคลื่อนของบล็อกเชน รายการธุรกรรมของบิตคอยน์ถูกเก็บในรูปแบบรายการทางบัญชีที่เก็บอยู่ในบล็อก บล็อกแรกสุดที่เกิดขึ้นมีชื่อเรียกว่า เจเนสิสบล็อก (Genesis Block) ที่ภายในมีรายการธุรกรรมเพียงรายการเดียวคือ การโอนบิตคอยน์จำนวน ๕๐ บิตคอยน์ไปให้ซาโตชิ นากาโมโต

ข้อมูลทางธุรกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นก็จะถูกเก็บในบล็อกอันใหม่ โดยบล็อกอันใหม่จะมีข้อมูลของบล็อกก่อนหน้ามันอยู่ด้วย การเชื่อมโยงระหว่างบล็อกกับบล็อกก่อนหน้า เสมือนมีโซ่ (Chain) ยึดโยงไว้ การเก็บข้อมูลแบบนี้เลยเรียกว่า บล็อกเชน (Blockchain)

ในบล็อกแต่ละอันจะประกอบด้วยข้อมูลสามส่วนคือ ข้อมูลทางธุรกรรม, แฮชของบล็อกก่อนหน้า และแฮชของบล็อกตัวเอง (แฮช (Hash) – ชุดของตัวเลขและตัวอักษรจากการเข้ารหัสทางคณิตศาสตร์ ซึ่งถ้าข้อมูลก่อนเข้ารหัสเปลี่ยนแฮชก็จะเปลี่ยน)

Blockchain
ที่มา: https://hackernoon.com/blockchain-a-short-and-simple-
explanation-with-pictures-d60d652f207f

การจะบันทีกข้อมูลลงในบล็อกได้นั้นต้องมีการตรวจสอบ ธรรมชาติของบล็อกเชนนั้นต้องการทำให้ข้อมูลธุรกรรมต่างๆ นั้นเป็นสาธารณะ เปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีคอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่เรียกว่าโหนดได้ ข้อมูลทั้งหมดของบล็อกเชนจะถูกส่งไปให้ทุกๆ โหนด ทำให้แต่ละโหนดมีข้อมูลชุดเดียวกัน ในกรณีของบิตคอยน์ บล็อกเชนของบิตคอยน์จะถูกส่งให้โหนดซึ่งมีจำนวนเป็นล้าน นี่ก็แสดงให้เห็นธรรมชาติของเทคโนโลยีบล็อกเชนว่าเป็นการบันทึกธุรกรรมแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger) และยังแสดงให้เห็นความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยว่า ถ้าใครจะเข้ามาโจมตีบิดเบือนธุรกรรมที่อยู่ในบล็อกใดๆ จะต้องเข้าโจมตีทุกโหนดพร้อมๆ กัน ซึ่งโดยนัยทางปฏิบัติแล้ว แทบเป็นไปไม่ได้

บล็อกเชนยังซ่อนความสามารถด้านความน่าเชื่อถือไว้ภายใต้กระบวนการที่เรียกว่า Consensus Model หรือฉันทามติ ในกรณีของบล็อกเชนของบิตคอยน์นั้นโหนดที่ชนะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์จะได้รับสิทธิในการเพิ่มบล็อกเข้าไปในบล็อกเชน ทำให้โหนดนี้มีสายบล็อกเชนที่ยาวที่สุด ด้วยกระบวนการฉันทามติโหนดอื่นๆ จะยอมรับและอัพเดตข้อมูลในเครื่องให้เป็นสายบล็อกเชนเดียวกันนี้

ในกรณีของบล็อกเชนของบิตคอยน์นั้น กระบวนการแข่งขันแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้สิทธิในการเพิ่มบล็อกนั้น ถูกเรียกว่า Proof Of Work

แล้วทำไมจะต้องแข่งกันเพื่อได้สิทธินั้นด้วย คำตอบคือ รางวัลที่จะได้รับที่ประกอบด้วยสองส่วนคือ หนึ่งค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมและสองจำนวนบิตคอยน์ แรงจูงใจนี้ทำให้เกิดการลงทุนเครื่องคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงในแต่ละโหนด เพื่อที่จะสามารถชนะในการแข่งขัน โหนดเหล่านั้นได้รับการเรียกขานต่อมาว่า นักขุดบิตคอยน์

บิตคอยน์เป็นปฐมบทของการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ และเป็นการเปิดโฉมหน้าใหม่เรื่องความปลอดภัยให้กับอินเทอร์เนตที่ถูกท้าทายมาโดยตลอด

และนี่คือเรื่องเล่าย่นย่อของบล็อกเชนที่จุดประกายความคิดหรืออาจจะเป็นความฝันเรื่อง Green Coin ที่จะนำบล็อกเชนมาใช้ในเรื่องที่เกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม